Norway เที่ยวเองได้ไป 12 วันไม่พอ (เกาะ Lofoten, Tronheim, Bergen, Flam, Voss, Stavager, Oslo) พร้อมแผนเดินทางอย่างละเอียด

ทริปบ้าคลั่งกับการจองตั๋วโปรโมชั่นกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากสายตาไปจ๊ะเอ๋กับโปรของสายการบิน Norwegion Airlines ตั๋วสนนราคาอยู่ที่ 343.3 ยูโร อิชั้นก็สะดุ้งโหยงๆ ตาลุกวาวราวกับแมวโพง ทำไมมันถูกจังวะ ไปนอร์เวย์นะเฟ้ย 13,000 บาทเองเหรอ (อัตราแลกเปลี่ยน 39 บาทต่อ 1 ยูโร) เลยเตรียมบัตรเครดิตซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส ซีเล็คท์ ไว้เรียบร้อยและจัดแจงถามสมาชิกผู้ร่วมชะตากรรม ในหัวคิดว่าถ้าไม่ไปตรูจะไปคนเดียวละนะ เพราะถูกใจราคา แต่พอดีเค้าเหล่านั้นก็ตกหลุมพลางอันชั่วร้ายของอิชั้น ทาให้มีผู้ร่วมชะตากรรมในทริปนี้ทั้งหมด 3 ราย ไอ้ราคาหมื่นสามที่ว่ายังไม่รวมค่าโหลดกระเป๋านะฮะ จองไปจองมาจบที่ 16,000 บาทโดยประมาณ ยังถือว่าถูกและรับได้เพราะบัตรเครดิตในมือสั่นระริกๆ อยากจะจองใจจิขาดแล้ว ไม่ได้คิดด้วยว่าจะต้องหมดเงินไปทั้งทริปกี่บาท คิดแต่ว่าตั๋วมันถูกแค่นั้นจริงๆ ความอยากมากเกินไป อยากจะได้ตั๋ว แล้วแรงหาเงินมันจะตามมา เฮ้อ!!! ฉันจะรักษาโรคนี้ได้อย่างไรดีแต่พอถึงช่วงเวลาเดินทางจริงๆ กลับมี 1 รายที่สละสิทธิ์ สาเหตุจากเพิ่งเปลี่ยนงานและที่ทำงานใหม่ต้องทำงานครบ 1 ปีถึงจะลาได้ แต่อิชั้นแอบเห็นว่าสายตาคู่น้อยนั้นช่างเว้าวอนอยากจะไปยิ่งนักเพราะจ่ายค่าตั๋วไปแล้วด้วย เสียดายและเสียใจแทนมาก หมื่นกว่าบาทหายวับไปกับตา จึงต้องขอคืนแค่ภาษีสนามบิน แอบกระซิบว่าได้เยอะมาก ตั้ง 28 ยูโรนะเทอว์ ให้ตายเถอะโรบิ้น (ได้คืนประมาณ 1,000 บาทฮะ) คือน้อยมาก แต่ก็ยังได้คืนตั้ง 1,000 บาท ระหว่างที่จองตั๋วไปแล้วก็แอบไปนั่งส่องอยู่บ่อยๆก็ยังเจอราคาประมาณนี้อยู่ “ตรูไม่น่ารีบจองเล้ยยย”เกือบปีที่จองตั๋วไปก็ถึงเวลาที่ต้องทำวีซ่า เนื่องจากได้แชงเก้นมาหลายรอบแล้ว กะว่าคราวนี้น่าจะได้นานหน่อย ได้วันเดินทางมาเกินจริงๆค่ะ เกินมา 1 วัน พอๆกับการขอที่เยอรมันครั้งที่แล้วเลย แต่ก็ขอขอบพระคุณที่ให้วีซ่าเรามา 

 จริงๆแล้วก่อนการเดินทางเราก็ต้องจองตั๋ว จองที่พัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้การใช้บัตรเครดิตจำเป็นมากเพราะเราเลือกบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์การเดินทางของเรานั่นก็คือ บัตรเครดิตซิตี้ รอยัล ออร์คิด พลัส ซีเล็คท์ ใช้มาประมาณ 7-8 ปีแล้วเพราะว่าเราต้องการสะสมไมล์ เพื่อแลกเป็นตั๋วเครื่องบินเอาไว้เที่ยวอีกหลายๆที่ ที่อยากไป จะได้ประหยัดค่าเดินทางมีเงินเหลือไปเที่ยวค่ะ


อีกทั้งบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่จำเป็น พกพาง่าย และ ใช้จ่ายสะดวกไม่ต้องกลัวเงินหาย สำหรับการเดินทางต่างประเทศเราจะพกบัตรเครดิตไปด้วยประมาณ 1-2 ใบ เนื่องจากเราเป็นคนชอบเดินทางบัตรเครดิตที่เราใช้จึงเป็นบัตรเครดิตที่สะสมไมล์เพื่อเก็บไว้แลกตั๋วเครื่องบิน ได้ของ ได้เที่ยว และ ได้ตั๋วฟรี มันคุ้มมาก เรียกได้ว่าอะไรที่สามารถรูดบัตรได้จะใช้บัตรก่อน เช่น ทำการจองตั๋วเครื่องบิน, ที่พัก และ อื่นๆ เพราะว่ามันสะดวก ง่าย รวดเร็ว โดยการใช้บัตรเครดิตเราจะระมัดระวังการใช้จ่ายไม่ให้เกินงบประมาณของเงินในกระเป๋าที่เรามี ไม่ฟุ้งเฟื้อ บริหารให้ดีและควรเลือกประเภทบัตรเครดิตที่สิทธิประโยชน์ที่เหมาะกับตัวเรา จริงๆการเลือกใช้บัตรเครดิตนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละคน เป็นหลัก เพราะว่าบางคนอาจจะชอบแลกเป็นเงินคืน แลกเป็นของกำนัล เลือกที่ตอบโจทย์กับตัวเองดีที่สุดค่ะบัตรเครดิตที่เราใช้เป็นประจำเลยคือบัตรเครดิต Citi Royal Orchid Plus Select สิทธิประโยชน์ของบัตรที่เด่นๆ คือ การสะสมไมล์ โดย ทุก 20 บาท รับ 1 คะแนนสะสมซิตี้รีวอร์ด สามารถแลกรับ 1 ไมล์สะสม เอาไว้แลกรับบัตรโดยสารการบินไทยและสายการบินในกลุ่ม Star Alliance อาทิ Singapore Airlines, United Airlines, ANA, Austrian Airlines, Eva Air. (อัตราการแลกไมล์เป็นไปตามนโยบายที่สายการบินกำหนด)มีบริการห้องพักรับรองพิเศษ Royal Silk Lounge ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ฟรี 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน เมื่อเดินทางกับการบินไทยเส้นทางระหว่างประเทศมีบริการ ลีมูซีนจากบ้านถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 2 ครั้ง/ปี พร้อมส่วนลด 50% สำหรับ 2 ครั้งต่อไปมีบริการ Meet & Assist ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เมื่อเดินทางเส้นทางระหว่างประเทศกับสายการบินไทยและยังมีส่วนลดอีกมากมายเช่น ซื้อประกันเดินทาง, จองที่พัก, แบ่งจ่าย 0%, คะแนนสะสมพิเศษ, ฟรีอาหารเมนูพิเศษที่สนามบินดอนเมือง และ สุวรรณภูมิ เผื่อหิว รีบมาก็มาอาหารรอ

แนะนำทริคใช้บัตรเครดิตให้ได้คะแนนสะสมเยอะที่สุด

1. ทุกครั้งของการซื้อของเราจะนึกถึงบัตรที่เราคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากบัตรนั้นสูงที่สุดก่อน รูดทุกที่ที่สามารถรูดได้ทั้งในชีวิตประจำวันปกติและเวลาเที่ยว แต่ต้องดูความสามารถของเงินในกระเป๋าด้วยนะคะ ไม่ควรรูดจนเยอะเกินจำนวนเงินสดที่มี เพราะจะทำให้เราเป็นหนี้ได้

2. ลิสรายการที่จะซื้อ รอโปรโมชั่นดีๆแล้วค่อยรูด ได้คุ้มและได้คะแนนสะสม

3. เวลาไปกินข้าวกับเพื่อน จะไปเที่ยว รับจองตั๋ว ที่พัก เสนอตัวในการรูดบัตรแล้วเก็บเงินจากเพื่อน ได้เงินสด และยังได้สะสมคะแนนด้วย

4. เวลาญาติพี่น้องไปซื้อของก็บอกได้เลยว่าเดี๋ยวรูดให้เอาเงินสดมา แต่อย่าลืมเอาไปจ่ายด้วยนะ

5. ในกรณีที่พ่อกับแม่ หรือคนในครอบครัวใช้บัตรเครดิตซื้อของอยู่แล้ว สมัครบัตรเสริมเราพ่วง แล้วให้โอนคะแนนมาที่บัตรเรา ทั้งนี้ต้องเช็คกับธนาคารนั้นๆก่อนนะคะว่าสามารถโอนได้หรือไม่แบบนี้เราก็จะได้คะแนนสะสมไปแลกเป็นตั๋วเครื่องบินแล้ว จ่ายค่าภาษีเพิ่มนิดหน่อย เอาเงินที่เหลือไปช้อปปิ้ง จองที่พัก ทำให้ประหยัดขึ้นเยอะเลย แค่เลือกบัตรที่ใช่และตอบโจทย์เรามากที่สุด 

การขอวีซ่า
1.ในส่วนของการยื่นขอวีซ่า เรายื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวระยะสั้นเอกสารประกอบการขอวีซ่านอร์เวย์ (คล้ายหรือแทบจะเหมือนกับแชงเก้นที่อื่นๆ เพราะเป็นเครือแชงเก้นเหมือนกัน)http://www.vfsglobal.com/norway/thailand/thai/pdf/tourist_050814.pdf

1.1 ใบสมัครพร้อมลงนาม

1.2 รูปถ่าย ขนาด 2 นิ้วถ่ายไม่เกิน 3 เดือน พื้นหลังสีขาว

1.3 เล่มพาสปอร์ตทุกเล่มที่มีทั้งเก่าและใหม่

1.4 สำเนาหน้าพาสปอร์ตทุกเล่มที่มี และ สำเนาหน้าวีซ่าที่เคยได้รับเราถ่ายทุกหน้าที่ได้รับวีซ่า

1.5 ตั๋วเครื่องบิน

1.6 ประกันเดินทาง + สำเนา 1 ชุด วงเงินขั้นต่ำ 30,000 ยูโร (เราทำประกันเดินทางผ่านอินเตอร์เน็ตปริ้นไป 2 ชุด เจ้าหน้าที่เอาแค่ชุดเดียว)

1.7 หนังสือรับรองการทำงาน, เอกสารการทำธุรกิจส่วนตัว, เอกสารการเรียน

1.8 รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน + สำเนา (เราเอาไป 6 เดือน เพราะไปขอที่ธนาคาร 100 บาท อันนี้ค่าธรรมเนียมแล้วแต่ธนาคาร แต่ถ้าใครสมุดบัญชีอัพเดทตลอดก็ถ่ายสำเนา แล้วให้ธนาคารรับรองได้นะคะไม่ต้องเสียเงินค่าขอรายการเดินบัญชี (Statement))

1.9 สำเนาสมุดบัญชีตัวจริง (เอาไปแล้วไม่ได้ใช้)1.10 หนังสือรับรองฐานะการเงิน (ขอที่ธนาคารได้เลยค่าธรรมเนียม 100 บาท)1.11 ใบจองโรงแรม1.12 แผนการเดินทาง1.13 แบบฟอร์ม Checklist ปริ้นและลงชื่อด้านล่างค่ะ ดาวน์โหลดได้ที่http://www.vfsglobal.com/norway/thailand/thai/pdf/tourist_050814.pdf

2. เมื่อเตรียมเอกสารเสร็จแล้วก็เข้าไปกรอกข้อมูลใบสมัคร2.1 การขอวีซ่านอร์เวย์เริ่มจาก เข้าไปที่เวปนี้ค่ะ >>>http://www.vfsglobal.com/norway/thailand/thai/tourist_visaapplicationform.html
2.2 สมัครสมาชิกเพื่อรับ User เพื่อเข้าไปกรอกข้อมูลhttps://selfservice.udi.no
2.3 เมื่อได้ User แล้วก็เข้าไปกรอกข้อมูล

2.4 กรอกข้อมูลในใบสมัครเสร็จแล้วระบบจะให้จ่ายเงินค่าสมัครวีซ่าจำนวน 60 ยูโร (ประมาณ 2,400 บาท) เราเลือกจ่ายผ่านบัตรเครดิต (จ่ายเงินเสร็จอย่าลืมปริ้นใบเสร็จเก็บไว้ด้วยเอาไว้เป็นหลักฐานเด้อ)

2.5 จากนั้นทำการนัดหมายเพื่อสัมภาษณ์ที่เวปนี้ สังเกตุด้านล่างตอนจะ log in จะมีคำว่า Booking Appointments เข้าไปทำการจองได้เลย

2.6 เตรียมตัวเตรียมใจ และเตรียมเอกสารให้พร้อม สถานที่ยื่นเอกสารจะเป็นตึก Trendy ตรงสุขุมวิท เรานั่ง BTS มาลงที่สถานีนานา เดินต่อมาอีกหน่อย ตึกจะอยู่ในซอยด้านซ้ายมือเลย โดยของเราได้รอบ 15.30 น. แต่เราไปถึงเร็วประมาณ 15.00 น. มีเจ้าหน้าที่โทรมาคอนเฟิร์มด้วยว่ามีนัดสัมภาษณ์วันนี้ และ ให้ขึ้นไปได้เลยไม่ต้องรอรอบ 15.30 น. ตามที่นัดไว้ ตามแผนที่นี้


เข้าไปในตึกจะมีเคาน์เตอร์ของ VFS อยู่ตรงหน้าถามตรงนั้นได้เลย หรือ ถ้าไม่อยากถาม เลี้ยวขวาจะมีลิฟท์อยู่ขึ้นไปขั้น 8 จะเจอศูนย์ VFS รับยื่น VISA Norway อยู่ด้านขวามือ เจ้าหน้าที่จะตรวจสิ่งของห้ามเข้า เช่น น้ำ ขนม ข้าว อื่นๆ ฝากไว้ข้างหน้าได้ รับบัตรคิวเข้าไปด้านใน รอคิวเรียก ได้เล้ยยยยพอเจ้าหน้าที่เรียก ตรวจเอกสาร รูปถ่ายที่เตรียมมายื่นให้เจ้าหน้าที่ จ่ายเงินอีกรอบค่ะ 1,060 บาท คือตอนแรกงงว่าก็จ่ายไปแล้วนิ 2,400 บาท ต้องจ่ายอีกเหรอ เลยถามเจ้าหน้าที่ไป เค้าบอกเป็นค่าดำเนินการ และ ค่าส่งไปรษณีย์ของศูนย์รับยื่นวีซ่า VFS สรุปทั้งหมดจ่ายไป 3,460 บาท เจ้าค่ะ ตรวจเอกสารเสร็จเสร็จเจ้าหน้าที่จะเรียกไปถ่ายรูปอีกห้อง เรียบร้อยกลับบ้านได้ ที่นี่ยื่นเอกสารเร็วมาก ปุ๊บ ปั๊บ เสร็จและไม่ถึง 10 นาทีจากนั้นก็รอ รอ รอ และแล้วก็มี SMS แจ้งมาว่า Visa เสร็จแล้วจะจัดส่งมาให้ รวดเร็วมาก 3 วันเราได้รับเล่มคืน เปิดดูได้วันมาเกินด้วยตั้ง 1 วัน ได้ไปปีนเขาแล้วเว้ยยยยยยยย!!!!!! แต่รูปที่เรายื่นไปไม่ได้โชว์ในหน้าพาสปอร์ตเป็นรูปที่ถ่ายจาก VFS ที่โชว์หน้าพาสปอร์ตนะ 555


 3. วีซ่าแชงเก้น
แชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) คือวีซ่าที่สามารถใช้ร่วมกันในกลุ่มประเทศเชงเก้นซึ่งประกอบด้วยประเทศในกลุ่มยุโรป 22 ประเทศ และประเทศในพื้นที่ใกล้เคียงอีก 4 ประเทศ เชงเก้นวีซ่านี้ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการไปเที่ยวประเทศในกลุ่มยุโรปหลายๆ ประเทศในทริปเดียว โดยไม่ต้องไล่ขอวีซ่าทีละประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, สาธารณรัฐเชก, เดนมาร์ค, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิกเทนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักแซมเบิร์ก, มอลต้า, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, นอร์เวย์, โปรตุเกส, สโลวีเนีย, สโลวาเกีย, สเปน, สวีเดน และ สวิสเซอร์แลนด์**ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่วางแผนจะไปทริปยุโรป** ยังมีอีก 4 ประเทศในสหภาพยุโรปที่ไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มเชงเก้น ได้แก่ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ บัลแกเรีย และ โรมาเนีย ที่ยังต้องขอวีซ่าแยกอยู่ ดังนั้นก่อนจะเดินทางอย่าลืมตรวจเช็คประเทศที่จะไปให้ดีๆก่อนนะคะ 

ประกันการเดินทาง
มีให้เลือกหลายบริษัทมากราคาแตกต่างกันออกไป สำหรับเราไม่เน้นผลประโยชน์มากนักแค่ขอให้ขอวีซ่าได้เป็นพอ โดยเราเลือกของ Cigna ค่ะ ราคาประมาณ 577 บาท ทุนประกัน 2,000,000 บาท ถือว่าราคาโอเคมาก คุ้มค่ากับราคา ส่วนรายละเอียดของแต่ละที่เรา list มาให้ลองเลือกกันดูนะคะว่าโดนในราคาไหนกันhttps://www.aig.co.th/en/travel-premium-calculator
http://www.muangthaiinsurance.com/th/insurance/travel/enjoytravel
https://direct.axa.co.th/TA/ConverOptionPlan
http://www.bupa.co.th/bupatravelonline/th/travelplan.aspx?type=outbound&key=c7a792a0-f6f5-470a-a60f-bacc9eb8459e&t=131036444982986623
https://www.msig-thai.com/ecommerce/plan.php?lang=th&https://travel.cigna.co.th/CIMS/#/insurance/plan
**แนะนำให้ซื้อประกันเครื่องบินดีเลย์ และ กระเป๋า เพิ่มเพราะต้องจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อย เราก็จะได้ความมั่นใจมากขึ้น 

ตั๋วเครื่องบิน
เป็นปัจจัยหลักของการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดีสำหรับเรา เพราะว่าบางทริปที่แพลนไว้ว่าจะไปดันไม่ได้ไปเนื่องจากสู้ราคาไม่ไหว แต่บางทริปไม่คิดไม่ฝันว่าจะไปดันได้ไปซะงั้น และทริปนี้ก็เช่นกัน ช่องทางการหาตั๋วเครื่องบินหลักหลักของเราคือExpedia หลากหลายสายการบินให้เลือก โดยส่วนใหญ่จะแสดงเส้นทางไป-กลับเป็นสายการบินเดียวกัน หรือให้เราเลือกสายการบินขาไป และ ขากลับตามราคาที่เราพอใจSkyscanner จะแสดงสายการบิน เวลาบิน หลากหลาย จับคู่กันให้เราเลือกเลย พร้อมราคา สะดวกดี(แต่บางครั้งเราจะเห็นว่าราคาตั๋วจะถูกว่าเวปอื่นๆ ให้ตรวจสอบหลายๆเวปเพื่อเช็คราคาก่อน หรือตรวจสอบจากเวปหลัก เพราะเราเคยจองของเวปนี้เส้นทาง กรุงเทพ-สิงคโปร์ เช็คราคาถูกว่าเวปอื่นก็จริง เราตัดสินใจจองและระบบทำการตัดบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว โดยจอง 5 ที่ ราคา 6xxx บาท booking Confirm เรียร้อย ซักพักมีเมลล์แจ้งมาว่าให้เราจ่ายเงินเพิ่ม อีก 7xxx บาท ประมาณนี้ เนื่องจากราคาตั๋วขึ้นราคาแล้ว งงค่ะ ระบบไม่ได้ตรวจสอบก่อนจะจ่ายเงินรึ เราตอบเมลล์กลับว่าไม่จ่าย และยืนยันราคานี้ แต่ไม่ได้แจ้งมาว่าต้องจ่ายเพิ่มเท่านั้น เราเลยขอยกเลิกและขอเงินคืนค่ะ เสียดายมากอุตส่าห์นั่งหากว่าจะได้ตั๋วราคถูก)CheapTicket, eBookers, Traveloka, เวปไซ์ตรงของสายการบินเพจที่แจ้งโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินต่างๆค่ะ เช่น อาแปะ, ติดโปร, เพื่อนบอกโปร ช่วยเรามาหลายทริปแล้วโดยเส้นทางส่วนใหญ่ที่เราเลือกเป็นเส้นทาง Multiple ไม่ได้เลือกออกจากประเทศไทยโดยตรง เพราะเส้นทางขาออกที่มักจะมีตั๋วโปรโมชั่นได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ ฮ่องกง เป็นต้น เพราะหากออกจากกรุงเทพโดยตรงราคาค่อนข้างสูง และมักจะมีตั๋วโปรโมชั่นมาให้เห็นนานๆที  เราคิดว่ายอมเหนื่อยหน่อยแล้วเก็บเงินส่วนต่างไปเป็นค่าที่พัก หรือ ค่าช้อปปิ้งจะดีกว่า เราถึกค่ะ*เรื่องการจองตั๋วเครื่องบินเราว่า “ความไวเป็นเรื่องของปีศาจ” เราแนะนำว่าให้ท่อง เลข Passport เลขบัตรเครดิต เดือนปีที่หมดอายุ และ เลข cvv หลังบัตรไว้ค่ะ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเจอตั๋วราคาดีงาม สมองคุณจะทำงานอัตโนมัติ ศึกนี้ใครดีใครได้ค่ะ เราต้องสู้เพิ่มเติมคือ การจองผ่าน Expedia จะสามารถใส่ชื่อได้ไม่เกิน 30 ตัวอักษรนะคะ หากใครชื่อยาวจะมีปัญหาตอนออกตั๋วเพราะชื่อจะไม่ตรงกับพาสปอร์ส เพราะตั๋วทาง Expedia จะเป็นคนออกให้เรา วิธีแก้คือให้โทรไปแจ้งกับสายการบินอีกครั้งเพื่อแจ้งชื่อที่ถูกต้องค่ะ โดยสายการบินจะบันทึกข้อมูลชื่อของเราเข้าไปในระบบ พอเราเช็คอินจะได้ไม่มีปัญหาค่ะ

เทคนิคการเลือกตั๋วเครื่องบินและช่วงเวลาบิน
1สำรวจงบประมาณของตัวเองว่าเพียงพอที่จะใช้บริการสายการบินนั้นหรือไม่2เมื่อเลือกสายการบินได้แล้วให้เลือกช่วงเวลาที่จะเดินทางทั้งเวลาที่ออกจากเมืองไทย และ กลับจากยุโรป รวมถึงระยะเวลาในการเปลี่ยนเครื่องด้วย โดยขาไปอาจจะเลือกช่วงเวลาบินกลางคืน ถึงที่นู่นตอนเช้าแล้วเที่ยวเลย ส่วนขากลับให้เลือกเที่ยวบินตอนกลางคืน เพราะจะได้เก็บตกวันสุดท้ายได้ด้วย3ดูความคุ้มค่าที่จะได้รับระหว่างการเดินทางบนเครื่องบิน หรือ สิ่งอำนวยความสะดวก อาหาร เครื่องดื่ม นั่นเอง


ที่พัก
ในส่วนนี้ขึ้นกับงบประมาณของนักเดินทางว่ารับได้ที่ราคาไหน สำหรับเราแล้วเราเลือกที่พักราคาประหยัดแต่ไม่ถึงกับประหยัดมาก ที่พักสะอาด เดินทางสะดวก ใกล้สถานีรถไฟ หรือจุดขึ้นรถบัส สำหรับการเดินทางระหว่างเมืองจะได้ไม่ต้องแบกของหนัก และ เดินไกล สะดวก สามารถยกเลิกได้ เหมาะสำหรับการจองเพื่อขอวีซ่าอย่างยิ่ง หากวีซ่าผ่านแล้วค่อยมาตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ เพราะการจองแบบ Free Refundable นั้นราคาจะแพงกว่าการจองแบบ Non-Refundableเวปหรือแอพจองที่พักก็จะมี HotelsCombined, Agoda, Booking.com, Airbnb, Hostelworld, HostelBookers, TripAdvisor, Orbitz, Hotel.com, Hotel Search, Expedia, Traveloka, bookers, Hoteltravel 

เงินสด
– มีหลายคนสงสัยว่าต้องพกเงินสดไปเท่าไหร่จึงจะพอสำหรับค่าใช้จ่ายในทริปนั้น เราว่าขึ้นอยู่กับคนมากกว่าค่ะว่าต้องการใช้มากหรือน้อย สำหรับเราเงินสดที่แลกไปใช้สำหรับค่ากินเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากก่อนจะเดินทาง ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รวมถึงตั๋วรถไฟ รถบัสนั้นเราได้ทำการจองผ่านบัตรเครดิตไปเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างเราคิดว่าการแลกเงินไปเยอะๆนั้นการเกิดอันตรายได้ เราจึงใช้วิธีการพกบัตรเครดิตไปแทนค่ะ แลกเงินไปจำนวนหนึ่งที่คิดว่าต้องใช้จริงๆ ทริปนี้เราจึงแลกไปประมาณ 50,000 บาท กินเบาๆ เปิดดูกระเป๋าอีกที่แอบตกใจ เอ่อแพงจริงหว่ะ 

บัตรเดบิต
สำหรับคนที่ไม่มีบัตรเครดิต แต่ไม่อยากจะพกเงินสดในการเดินทาง สามารถพกบัตรเดบิตไปแทนได้ค่ะ โดยบัตรเดบิตสามารถใช้รูดได้เหมือนบัตรเครดิตเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับวงเงินของบัตร และ เงื่อนไขการถอนเงินในแต่ละวันของธนาคารนั้นๆ โดยการรูด ธนาคารจะคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบัน ส่วนการกดเงินก็เช่นกัน แต่การกดเงินผ่านบัตรเดบิตนั้นจะเสียค่าธรรมเนียมในการกดประมาณ 100-200 บาท ขึ้นอยู่กับธนาคาร อย่าลืมอีกอย่างก่อนไปแจ้งธนาคารเจ้าของบัตรด้วยนะคะว่าจะไปใช้งานในต่างประเทศเพราะหากไม่แจ้ง ทางธนาคารอาจคิดว่าบัตรโดนขโมยและะงับการใช้งานได้หรือบัตรคิงเพาว์เวอร์ เอาไว้นั่งเล้าจ์กินกาแฟ จิบชา ทานของหวานระหว่างรอขึ้นเครื่อง หรือ ใช้เป็นส่วนลดซื้อของดิตี้ฟรี เวลาไม่ได้ซื้อของกลับมาจากเมืองนอก แวะซื้อที่นี่ก็ได้จะได้ไม่ต้องแบก 

เช็คลิสต์การเดินทาง
-พาสปอร์ต ควรมีอายุมากกว่า 6 เดือน เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบใส่ซองหุ้มพาสปอร์ตไว้ จำไว้ว่าตอนที่จะเข้าเครื่องสแกนให้ถอดออกก่อนนะคะ เพราะถ้าไม่ถอดเครื่องมันจะไม่อ่าน เนื่องจากมันจะไม่พอดีกับเครื่อง-เสื้อผ้า รองเท้า ให้เหมาะกับสภาพอากาศ เป็นชุดที่เราใส่สบายสามารถเดินได้ทั้งวัน เราชอบเครียมรองเท้าแตะไปด้วยเอาไว้ใส่ตอนกลางคืนเวลาเดินออกมาด้านนอก หรือ เดินภายในที่พัก จะได้ไม่ต้องสวมรองเท้าผ้าใบตลอดเวลา-หัวปลั๊กไฟ ที่ยุโรปจะใช้หัวปลั๊กไฟกลมๆ 2 ขา ตามภาพนี้ค่ะ ให้เตรียมไปด้วย หรือจะไปซื้อที่นู่นก็ได้แต่ราคาจะแพงกว่าบ้านเรานิดนึง
-ยาประจำตัว เป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับคนที่มีโรคประจำตัว (ควรมีฉลากเป็นภาษาอังกฤษกำกับไว้) หากหมดจะได้ให้แพทย์ดูได้ง่าย  หรือ ยาบางอย่างไม่สามารถซื้อเองได้ต้องให้แพทย์สั่งเท่านั้น-ร่มพับคันเล็ก และ แว่นกันแดด บางคนอาจจะคิดว่าคงไม่ได้ใช้หรอก แต่พกไว้ไม่เสียหายค่ะ เพราะเราไม่รู้ว่าฝนจะตกเมื่อไหร่ แดดจะร้อนแค่ไหน เพราะบางทีสภาพอากาศเราก็เอาแน่เอานอนกับมันไม่ค่อยได้-กล้องถ่ายรูป ไปเที่ยวทั้งที จะไม่เก็บภาพเป็นที่ระลึกเห็นจะไม่ได้ เตรียมกระเป๋าไปต่างประเทศเสร็จแล้วอย่าลืมพกกล้องถ่ายรูปติดตัวเอาไว้จะได้ไม่พลาดบันทึกความทรงจำในการเดินทางของเราด้วย วิวงามๆ ภาพสวยๆ บรรยากาศสนุกสนานกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงรอเราอยู่ อีกอย่างเอากล้องถ่ายรูปไปแล้วอย่าลืมที่ชาร์ต ขาตั้งกล้อง หรือแบบเตอรี่สำรอง และ เมมโมรี่การ์ไปเผื่อนะคะ พร้อมแล้วก็กดชัตเตอร์รัวๆได้เลยค่ะ แสงนงแสงเหนือ กดเข้าไปค่ะ-ใบจองโรงแรม และ ใบจองตั๋วเครื่องบิน รวมถึงแผนการเดินทาง เตรียมแยกใส่ประเป๋าเป้ หรือ กระเป๋าถือไว้ค่ะ หากจำเป็นต้องใช้จะได้หยิบได้ง่ายๆ เช่นสนามบินเจ้าหน้าที่อาจจะขอเรียกดูเอกสารทุกอย่าง ณ จุดตรวจคนเข้าเมืองบางคนก็โดน บางคนก็ไม่โดน-ของกินจากบ้านเกิด การพกของกินไปด้วยถือเป็นการประหยัดงบไปได้ส่วนหนึ่ง แต่อย่าเอาไปเยอะจนลืมไปลิ้มลองอาหารบ้านเมืองเค้านะคะจะได้รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ไม่ต้องทุกมื้อก็ได้ มาม่า ปลากระป๋องพกไปค่ะ เกือบครึ่งกระเป๋า และอย่าลืมไปกินแซลแมนนอร์เวย์ อร่อยมาก จัดไปหลายมื้อเลย 

แอพที่เป็นตัวช่วยในการเดินทาง
-แผนที่เดินทาง แนะนำว่าให้โหลดลงมือถือไว้เลยค่ะ เราใช้  App Google Map ชื่อ “Offline Maps” สามารถดาวน์โหลดจาก App Store มาเก็บไว้ที่เครื่อง จากนั้นทำหาค้นหาชื่อเมืองที่เราต้องการจะไป —>ดาวน์โหลดไฟล์เก็บไว้ หรือจะทำการ mark จุดต่างๆในแผนที่ได้ หากเราไปเที่ยวแล้วไม่มีสัญญาณก็ยังสามารถดูแผนที่ได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปปริ้นเป็นกระดาษ ทำให้ง่ายต่อการเดินทางมากขึ้น ประหยัดพื้นที่ในกระเป๋า ช่วยได้เยอะมากจริงๆหน้าตาแบบนี้ค่ะ
และอีกอันที่อยากแนะนำคือ App “Google Trip” ดีงาม มีทั้งสถานที่ ร้านอาหาร ที่พัก ถ้าเรา Log in ผ่านอีเมล์แล้วอีเมล์นั้นใช้จองตั๋วจองที่พัก มันจะโชว์ข้อมูลมาให้ เริ่ดๆๆๆๆๆหน้าตาแบบนี้
 ส่วนแอพพวกร้านอาหารก็จะมี Trip advisor ที่เที่ยวที่พัก
แอพดูร้านอาหาร Yelp
แอพแปลภาษา Google Translate
แอพเพื่อดูเรทแลกเงิน XE Currency
แอพเที่ยวแบบคนท้องถิ่นดูร้านอาหาร ที่เที่ยว Like a Local

Pocket Wifi หรือ ซิมการ์ดเดินทางต่างประเทศ
ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการพกพา เมื่อก่อนเราชอบ Pocket Wifi แต่ตอนนี้ชอบใช้ซิมการ์ดเดินทางต่างประเทศเพราะว่าพกง่ายกว่า ไม่หนักด้วย 

การเดินทางระหว่างเมือง เรา List ข้อมูลบริษัทมาให้ลองเข้าไปดูราคากันนะคะ
-การเดินทางระหว่างเมืองhttps://www.skyscanner.co.th
http://www.wideroe.no
http://www.norwegian.com
https://www.flysas.com
-การจองรถ ขับรถเที่ยวระหว่างเมือง และ เกาะ Lofotenhttp://rentacar-lofoten.com/index.php/en/component/vikrentcar/
http://www.rentalcars.com
http://www.sixt.global/Norway
https://www.europcar.com/location/norway
https://www.sixt.com/car-rental/norway
https://www.hertz.no
https://www.avis.com/en/locations/no
-การเดินทางโดยรถไฟhttp://www.nsb.no
http://www.eurail.com
http://www.raileurope.co.th
-การเดินทางด้วยรถบัสhttp://kystbussen.no/cart.aspx
http://www.flybussen.no
http://www.norwayonabudget.com/transportation-in-norway/buses-in-norway/
https://www.nor-way.no/en-US?when=2016-11-12%2015%3A59

แผนการเดินทาง

แผนเที่ยวบนเกาะ Lofoten
Day 1    Bangkok-Oslo( Norwegian Airlines)-Bodo-Svolvear

Day 2    Solver and Lofted Island

Day 3     Lofted Island

Day 4     Lofted Island

Day 5     Lofted Island-Bodo-Trondheim

Day 6     Trondheim-Bergen

Day 7     Norway in a Nutshell day tour

Day 8     Bergen-Stavanger

Day 9     Stavanger

Day 10   Stavanger-Oslo

Day 11   Oslo

Day 12   Oslo-Bangkok

ดาวน์โหลดแผนการเดินทาง เส้นทางการท่องเที่ยว รถบัส รถไฟ เผื่อเป็นแนวทางในการขอวีซ่าค่ะhttps://drive.google.com/file/d/0B8cLhH3UNuhoTlNITUhWTkFSOHc/view?usp=sharing
 ค่าใช้จ่ายตลอดทริป กับ  Concept “เที่ยวอย่างหรู กินอยู่อย่างยาจก”

ได้เวลาไปเที่ยว Norway ด้วยกันแล้ว


เราบินตรงจากกรุงเทพ-ออสโล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง อาหารการกินบนเครื่องเตรียมไปเอง หิวก็กิน กินเข้าไปค่ะ ชีวิต 12ชั่วโมงของการเดินทางคือ หิว กิน ดูหนัง หลับ วนไปค่ะ ใครขี้เกียจสั่งล่วงหน้าได้เลยค่ะ ขวดน้ำสำคัญยิ่งเพราะเอาไว้เตรียมน้ำกินระหว่างเดินทาง เอาขนาดที่พกพาง่าย ประหยัดค่าน้ำไปได้หลายบาทเลย
แรกเริ่มเดิมทีฤกษ์บิน 9.00น. แต่ตอนเช้าได้รับข้อความ SMS ว่าเลื่อนเป็น 11.00 น. นะตัวเทอ เมื่อคืนก่อนเดินทางมักจะนอนไม่หลับเพราะตื่นเต้น นอนตี 4 ตื่นตี 5 เก็บของล่วงหน้าเกือบเดือน เก็บจนจะบินยังเก็บไม่เสร็จ ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเก็บไม่เสร็จซักที 555 เที่ยวทียังกะจะย้ายสัมมะโนครัว ขนอะไรไปเยอะแยะแต่สิ่งที่ต้องพกขึ้นเครื่องด้วยคือกล้องและโน๊คบุ๊ค ตอนเช้าๆอากาศดีๆวิวข้างทางสวยๆ หยิบกล้องขึ้นมาจะถ่ายรูป เห้ยทำไมมันกดไม่ติดวะ กล้องเป็นไรเนี๊ยะ อย่าเสียตอนนี้นะเฟ้ย เปิดดู “ห่านนนนนน ไม่มีแบตจ้าาาาา” แบตอยู่ในกระเป๋าใหญ่โหลดใต้ท้องเครื่องเรียบร้อย ถือกล้องขึ้นเครื่องโดยปราศจากแบตเตอรี่ฮะ ฟายยยยยจริงเราเดินทางมาถึงสนามบิน Oslo โดยสวัสดิภาพ เวลา 18.36 น. จากนั้นเช็คอินเพื่อต่อเครื่องไป svolvaer เพื่อจะไปยังเกาะ Lofoten โดยต้องไปเปลี่ยนที่ bodo ก่อน ไฟล์ทเดินทางรอบเวลา 22.10 น. ถึง Bodo 23.50 น. (จองผ่านSkyscanner) ถึงสนามบิน Bodo เที่ยงคืนกว่าๆ เจ้าหน้าที่ไม่ให้ออกไปนอกสนามบิน สงสัยดึก อีกอย่างสนามบินปิดแล้ว คนแทบไม่มี ทั้งสนามบินมีเรา พี่สาว และ ชายหนุ่มอีก 2 คน เจ้าหน้าที่เดินมาบอกว่าให้อยู่โซนหน้าห้องน้ำนะ ห้ามไปโซนอื่น แล้วเค้าก็จากเราไป ทิ้งเรา 4 คนนอนคนละมุมที่สนามบิน เพื่อบินอีกรอบเวลา 04.56 น. โดยการบินจาก Bodo – Svolvear นั้นใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น เครื่องบินลำไม่ใหญ่มาก เป็นเครื่องบินลำเล็กๆ มีใบพัดอยู่ด้านหน้าทั้งลำมี 3 คนฮะ เสมือนว่าเรารวยมาก เครื่องบินนี้ของตรูเว้ยเห้ย เลือกได้ตามใจ ถ่ายรูปได้เต็มที่ แอร์ใจดี ยิ้มอย่างเดียว ขามาทริปนี้มันช่างเป็นช่วงของการบินที่ยาวนานมาที่สุดในชีวิต ประมาณ 22 ชั่วโมง
ถึงสนามบินรับรถเช่าที่จองไว้ของ Lofoten car rental 4 วัน 4,750 Nok กราบราคามาก สมกับเป็นประเทศที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกจริงๆ และ อาจะเป็นเพราะเรารับรถ และ ส่งคืนคนละจุดด้วยราคาเลยสูง นี่ฮะน้อง Mazda 3 ของเรา
ขับแรกๆ ยังคิดว่าอยู่ประเทศไทย พอขับไปๆเริ่มชิน สนุกดี ไปค่ะเกาะนี้มีอะไรงามๆอีกเยอะ เราขับรถเกาะ เส้น E10 มีออกนอกเส้นทางบ้างเข้าป่าบ้างเพราะวิวมันปังจริงๆ แรกว่าเข้าซอยไหนได้ขอเข้าไปไม่ได้ก็ออกแค่นั้น เกาะนี้คล้ายจะเป็นหมู่บ้านชาวประมง วันนี้อากาศดีมาก แวะจุดที่ใกล้ที่สุดที่เจ้าหน้าที่ส่งรถแนะนำ (แอบกระซิบ คนที่นี่เค้าหายไปไหนกันทำไมไม่ค่อยเห็นคนเดินเลย หรือมันหนาว หรือฉันมาผิดฤดู)แผนเที่ยวเกาะ Lofoten (ขับตามเส้น E10 เส้นสีแดง)
Kabelvag เงียบสงบเมืองน่ารักดี มีบ้านหลังแดงนี้ละมั้งที่เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน เช้ามืดแบบนี้เดินไปย่องไปกลัวคนเค้าตื่น
ขับต่อไปที่ Kalle พระอาทิตย์กำลังขึ้นเลย วิวระหว่างทางนี่สวยจริงจัง ถ้าหิมะตกน่าจะสวยกว่านี้เราว่า เพราะภูเขาเยอะมาก มันไม่เหมือนภูเขาบ้านเรานะ เราว่ามัน Unique มากอ่ะ ชิคดี (ภูเขามีชิคด้วยเหรอ บ้าป่ะเนี๊ยะ)    
Henningsvær เมืองนี้น่ารักเราชอบ มันเป็นเหมือนเมืองในภาพวาดที่เคยเห็นที่ไหนซักที่

วิวข้างทางปังๆ

ขับรถเข้าที่พักที่ Unstad ซึ่งอยู่กับ Unstad Beach มากชื่อ Unstad Arctic Surf ที่พักเป็น Cabin เทคโนโลยีที่นี่เค้าล้ำจริง ใช้รหัสเข้าบ้าน เข้าห้องน้ำ และห้องครัว ข้างบ้านมีแกะวิ่งเพ่นพ่านเต็มเลย
 เช็คอินเสร็จแวะไป Unstad Beach ขุ่นพระ มีชายหนุ่มเล่น Surf ค่ะ หนาวจะตายห่าอยู่แระ เมิงเล่นน้ำเนี๊ยะนะ เค้าเล่นเสร็จพอดีเลยแอบถามว่าหนาวมั๊ย 555 คำตอบที่ได้คือ “หนาวแต่ชินแล้ว เพราะเล่นเป็นประจำ” ค่าาาาาา สูงยาวเข่าดี แหม่!!!มันน่าเอากระสอบคลุมมัดถุง กลับมาเมืองไทยเจงๆๆ (รูปไม่มี)
เย็นๆว่าจะไปหาด Uttakleiv แต่ขับออกมาเค้าซ่อมถนน ทางก็มืดขับไปซักพักเปลี่ยนใจกลับไปตั้งหลักที่เดิม และรอดูแสงเหนือที่ Unstad Beach ดีกว่า เพราะเป็นฤดูหนาวจะทำให้มืดเร็ว 4โมงนี่เริ่มมืดแล้ว ประมาณ 2 ทุ่มก็ไปจอดรอที่หาดเดิมมีรถ camper van มาจอดรอดูเหมือนกัน ด้วยความที่อุปกร์ครบเว้ย ตั้งกล้องสิรออะไร สายลั่นชัตเตอร์ที่อุตส่าห์ซื้อมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ผ่านไปซักพักก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา หนาว ไปนั่งในรถดีกว่า นั่งกล้องไว้ชิดประตูรถจะได้จับได้ เผลอแป๊ปเดียว ลืมจับกล้อง ลมเริ่มแรง หนาว พี่ชายคะฉันหนาว กล้องพุ่งตกหัวทิ่ม คว้าไม่ทันค่ะ แอร๊ยยยยยยยยย กล้องตรูๆๆๆๆๆๆ ปั๊กกกกก แม้ลมจะแรงแต่หูยังได้ยินเสียงกระแทก หัวใจแทบสลาย ดีที่ฮูดกันไว้ ซึ่งฮูดก็แตก ถอดทิ้งเลย และพอลองหมุนเลนส์ ฮือๆๆๆมันฝืดเลย ตายๆๆ อยากจะเอาหัวโขกพื้น อิสะเพร่า อิไม่ระวัง อิโง่ (ด่าตัวเอง) อารมณ์ตอนนั้นเออเมิงจะมาก็มาอิแสงเหนือเนี๊ยะ ไม่มาก็ไม่อยากดูแระ ซักพักนางมาค่ะ มาแบบกระปิดกระปอย มาเป็นพักๆ มาแบบให้ตรูถ่ายรูปไม่ได้ ดูได้ด้วยตาแค่นั้น รอเกือบเที่ยงคืนตัดสินใจกลับที่พัก เพราะคืนนี้คงไม่เห็นแล้วหล่ะ แต่เรายังเหลืออีกตั้ง 3 วันเนอะ

ตื่นเช้ามาลองกล้องดีที่ยังถ่ายรูปได้อยู่ แค่มันฝืดนิดหน่อยแวะไป Eggum ทางเข้าจะมีให้หยอดเงินค่าเข้า ในกรณีที่จะขับรถเข้าไป ไม่มีเจ้าหน้าที่แต่มีกล้องติดอยู่ เราเลือกจอดรถไว้ข้างหน้าไม่ขับรถเข้าไป เดินค่ะ เดินไปหอมกลิ่นขี้แกะไป เหมือนกำลังเล่นเกมเดินหลบขี้อะไรซักอย่าง ระหว่างทางจะมีบ้านหลังแดง และ แกะเดินไปมา อยู่ริมทะเล โอ๊ยหอมฟินมากค่ะ
เสร็จก็แวะไปที่ Uttakleiv Beach และ Haukland Beach ซึ่งอยู่ใกล้กัน ดูวิวสิ มาฤดูนี้ก็ดีไปอีกแบบที่ไม่มีคนเลย ถ่ายรูปแบบไม่ต้องมีใครมาแย่งซีน   
Brog (Lofotr Viking Museum)
วิวระหว่างทาง
บ่ายๆ เราก็ไปที่ Ballstad เข้าที่พัก คืนนี้เราพักที่ Villa Ballstad ไม่มีคนเฝ้าใช้รหัสเปิดเช่นเคย ซึ่งเค้าส่งมาให้ทางอีเมล์ เป็นน่ารักมากกกก มีห้องครัว ห้องรับแขก ห้องนอนชั้น 2 มีเรากับฝรั่งชายหญิงอีกคู่ ที่อยู่บ้านหลังนี้ในคืนนี้ โดยห้องน้ำอยู่บ้านล่าง เรากับพี่สาวก็ลงไปด้านล่างตลอด แต่เราแอบได้ยินเสียงเหมือนมีห้องน้ำอยู่ข้างบนชั้น 2 แต่ห้องปิดประตูอยู่ไม่กล้าเปิด จนกลางดึก เราปวดฉี่เลยออกมาเข้าห้องน้ำ จ๊ะเอ๋กับฝรั่งผู้ชายซึ่งจะเดินลงไปข้างล่างพอดี เราต้องหยุดและ ตาลุกวาว OMG มันจ๊อดมาก งานดีมีคุณภาพ มาเป็นลำๆ คือฮีใส่กางเกงในออกมาค่ะ โอ๊ยๆๆๆร้อนตาแทบไม่ได้มองหน้าเค้าพูดเลย มองมือ มือเค้าสวย 555 (อยากกระชิบเข้าห้องนี้มั๊ยคะ ห้องนี้ว่าง) และฮีคงอาย ก็บอกว่าไม่ไปละคุณลงไปก่อนเลย แล้วฮีก็เข้าห้องไป T_T
คืนนี้ฝนตกแรงมาก พลาดแสงเหนือตามเคยตื่นเช้ามาฝนก็ยังคงตกอย่างต่อเนื่อง พนง.บอกว่าถ้าใกล้จะถึง Reine  แล้วจะหาจุดเติมน้ำมันยาก ถ้าเจอให้เติมเลยน้ำมันลิตรละ 14 Nok แม่เจ้า!!!  ยืนตากฝนเติมน้ำมัน หนาวก็หนาว ชีวิตนักเดินทางตัวน้อยจุดชมวิวเมือง Ramberg วงกลม
แวะไป Nusfjord วิวระหว่างทางงามมากพูดเลย เป็นคล้ายๆหุบเขา เสียดายฝนถ่ายรูปไม่ค่อยได้ ที่พักคืนที่ 3 Eliassen Rorbuer, Hamnøy ที่นี่อุโมงค์กับสะพานค่อนข้างเยอะ ยาวด้วย เช็คอินเสร็จสรรพ ก็ไปจุดสิ้นสุดก่อนเลย Å แล้วย้อนกับมาที่พัก เจ้าหน้าที่ของที่พักบอกว่าท่าเรือ Moskense ที่จะข้ามไป Bodo อยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนักขับรถ 10 นาทีก็ถึงแล้วสามารถซื้อตั๋วที่นั่นแล้วขึ้นเรือได้เลย เรือจะมีรอบ 7.00 น. ราคา 196 Nokที่พักที่นี่น่าอยู่เป็นบ้านมีให้ทุกอย่าง ซื้อของมาทำกับข้าวได้เลย บ้านน่ารัก น่าอยู่ แต่กุญแจไขบ้านไขยากมาก บิดมือแทบหักÅ หมู่บ้านชาวประมง ฉันเสียใจที่ฝนตก ฟ้ามืด สถานที่ก็ปิดเพราะไม่ใช่หน้าท่องเที่ยว
Reine ฝนตก ลมแรง ฟ้ามืด ฉันเลยถ่ายรูปมาได้แค่นี้ แสงเหนือเหรอไม่มีเพราะฝนตก
“นี่ฉันมาผิดวันหรือสวรรค์แกล้ง”ตื่นเช้ามารีบออกจากที่พักแต่เช้าเอากุญแจไปหย่อนตรงตู้ตามที่เจ้าหน้าที่บอก เพื่อรีบไปท่าเรือซื้อตั๋วข้ามไป Bodo และ ขึ้นเครื่องต่อไปยัง Trondheim บริษัทเช่ารถบอกว่าให้จอดรถทิ้งไว้ ที่ท่าเรือแล้วเอากุญแจใส่ไว้ได้พรมในรถได้เลย
“เฮ้ย!!! แล้วรถจะไม่หายเหรอวะ” เพราะตอนจองเค้าบอกว่าเราต้องรับผิดชอบกรณีรถหาย แต่เค้าบอกว่ารถไม่หาย จอดได้ เอาก็เอาวะ เพราะต้องไปต่อแล้ว เราส่งเมล์ไปบอกเค้าด้วยว่าจอดรถไว้ให้ที่ไหน ยังไง รีบมารับเลยนะ หายนี่ตรูซวยแน่เรือ Ferry ใหญ่แล่นไปยัง Bodo เป็นการขึ้นเรือที่ประทับใจมาก เพราะขึ้นมานั่งไม่ทันไร เจอคลื่นแรงมาก โคตรเวียนหัว เมาหนักมาก เหมือนจะตายคาเรือให้ได้ เกิดมาไม่เคยเมาเรือขนาดนี้ และแล้วฉันก็ทนไม่ไหว“ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหนคะ”จัดไปค่ะ 3 รอบ ทุกอย่างที่กินไป หมดกัน แซลมอนของฉัน ต้องทรมานแบบนี้ไปอีก 4 ชั่วโมงเหรอนี่ ให้ตายเหอะโรบิ้น!!! มันช่างเป็นการนั่งเรือที่ทรมานมาก นั่งเกาะโถส้วมแทบจะหลับคาโถเลยแหละ สุดท้ายก็มาถึง Bodo โดยสวัสดิภาพ
 จาก Bodo เราได้แวะเดินเล่นแค่แปปเดียวเพราะต้องนั่งเครื่องบินต่อไปยัง Trondhiem เมืองที่น่ารักอีกเมืองของนอร์เวย์อากาศค่อนข้างหนาวในช่วงที่เรามาอยู่ที่ประมาณ 0 หรือต่ำกว่า เข้าที่พักออกไปเดินเที่ยวเพราะว่ามีเวลาแค่ 1 วันNidaros Cathedral โบสถ์คริสต์และสถาปัตยกรรมกอทิก ที่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนั้นสวยจริงๆเราใช้เวลากันถ่ายรูปตรงนี้ค่อนข้างนานเพราะว่าถ่ายมุมไหนก็สวยไปหมด
เดินริมแม้น้ำ Nidelva และย่าน Old Town
Rockheim เฮฟวีเมทัลและพิพิธภัณฑสถาน การใช้ตึกเก่ามาสร้างใหม่ ที่สร้างเรื่องราวให้ผู้มาเยี่ยมชมเห็นถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างความเก่า (แต่เก๋า) กับความใหม่ (แบบไฮเทค) ตลอดตัวอาคาร อย่างเช่น กล่องกระจกที่สร้างไว้เหนืออาคารแห่งนี้ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยของกระจกพิมพ์ลายดิจิตอลและแผงไฟ LED ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์กว่า 14,000 ดวง ในขณะที่ตึกเก่าด้านใต้ ยังคงความคลาสสิคของอาคารยุคเก่าไว้เช่นเดิม
เราชอบ Trondhiem นะเพราะเมืองสงบดี มีเอกลักษณ์อีกเมืองหนึ่งที่น่าค้นหา ถึงเวลาต้องโบกมือลาเมืองนี้แล้ว อีกเมืองที่สวยและน่าไปก็คือ Bergen แม้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่มันช่างเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้ไปเหลือเกิน กับ บ้าน หรือ ตึกสีๆริมน้ำนั่น มันสวย เมืองก็เงียบสงบ เราบินจาก Trondhiem มายัง Bergen เข้าที่พักก็ไปเดินเล่นในเมืองหาลู่ทางว่าเราจะไปที่ไหนและมีอะไรน่าสนใจบ้าง และกลับที่พักเพื่อพักผ่อนเอาแรง พรุ่งนี้เราจะไปล่องเรือชม Fjord กัน โดยเราซื้อตั๋วออนไลน์ผ่านเวป norway in a nutshell ค่ะข้อมูลเพิ่มเติม https://www.norwaynutshell.com
Norway in a Nutshell เป็นการท่องเที่ยวโดยรถไฟ ล่องเรือชม Fjord และนั่งรถบัสเที่ยวชมวิวเมือง Norway เป็นเส้นทางที่รวบรวมเอาสถานที่ที่มีความสวยงาม และจุดชมที่ดีที่สุดมาเสนอในทริปเดียว คุ้มมากกกกก คือมา Norway แล้วไม่มา Norway in a Nutshell ถือว่าพลาด!!!!เค้าจะพาคุณท่องไปกับธรรมชาติอันน่าทึ่ง ทำให้เราได้ดีๆกลับมา เส้นทางนี้เป็นเส้นทางยอดฮิตได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในประเทศนอร์เวย์ มันถึงได้ชื่อว่า Norway in a Nutshell ยังไงหล่ะ
เราซื้อ Day Tour ไปกลับแบบจาก Bergen เพราะต้องเที่ยว Bergen ต่อ ราคาตั๋ว 1,600 Nok โดยเส้นทางของ Norway in a Nutshell ที่เราจะได้ไปคือ1. ตั๋วรถไฟสำหรับเส้นทาง The Flam and Bergen railways วิวสองข้างทางดีเว่อร์ ยิ่งตอนหิมะตก ใบไม้เปลี่ยนสียิ่งสวย2. ตั๋วเรือเส้นทางเที่ยวชม Aurlandsfjord และ Nærøyfjord fjords คุณจะได้ล่องเรือที่สองข้างทางเป็นภูเขารายล้อมไปด้วยหิมะสวยมากกกกก กดชัตเตอร์ไม่หยุดเลยแหละ3. ตั๋วสำหรับใช้เดินทางบนรถบัสบนเส้นทาง Stalheimskleiva4. เส้นทางที่เราไปคือ Bergen-Voss-Flam-Myrdal-Bergen (ใครจะเลือกไปลง Oslo ก็ได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย) เราไม่ได้ไป Gudvangen  เพราะว่าที่มีจะมี Period ว่าให้ไปได้ช่วงไหน แล้วช่วงที่เราไปเค้าไม่เปิดเส้นทางการเดินทางนะคะ ถ้าเข้าไปดูในเวปของ Norway in a Nutshell เค้าจะมีจุดให้เลือกขึ้นว่าต้องการเริ่มต้นจากตรงไหน โดย Start tour ได้แก่ : Oslo | Bergen | Voss | Flam หรือ ต้องการจะค้างคืน ที่ Flam ซักคืนมั๊ย หรือ จะเอาแบบ One day trip ก็สามารถเลือกได้

จากรูปเป็นเส้นทางของเราค่ะเริ่มต้นจาก Bergen ปลายทางคือ Oslo ถ้าใครมีแพลนจะเที่ยวต่อที่ Oslo ก็สบายเลยไม่ต้องเสียค่ารถไฟ แต่เราขี้เกียจขนของมาเที่ยวด้วยและต้องการเที่ยว Bergen ต่อ แล้วต่อไปยังเมืองอื่นๆ เลยกลับมาที่ Bergen ไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นกันเริ่มการเดินทางคือเราต้องมาขึ้นรถไฟที่สถานี Bergen โดยการใช้ใบจองตั๋วที่เราได้ทำการจองตั๋วไว้ทางอินเตอร์เน็ต มาออกตั๋วที่นี่ก่อน เค้าเตอร์สถานีรถไฟจะอยู่ด้านขวามืออาจจะหลบมุมนิดนึง ตอนที่เราไปสถานีรถไฟกำลังซ่อม หาลำบากนิดนึง เพื่อเจ้าหน้าที่ออกตั๋วแล้วเราจะได้ตั๋วสำหรับการเดินทางต่างๆ มาให้เก็บไว้ดีๆเพราะต้องใช้สำหรับวันนี้ทั้งวันพอเราขึ้นรถไฟปุ๊ปมือไม้เราจะสั่งเพราะว่าวิวสองข้างทางมันจะสวยมาก เดินซ้ายขวาจะถ่ายวิวฝั่งไหนดี หัวแทบหมุน จะเรียกว่าเป็นสายโรแมนติกอีกสายก็ว่าได้ เพราะมันสวยจริงๆ

แล้วก็มาแวะที่น้ำตกนี้ ตอนนั้นหิมะตกเยอะมาก หนาวก็หนาว แต่ทุกคนบนรถไฟลงมาถ่ายรูปกันเต็มเลย

ผ่านเมือง Voss, Myrdal แล้วรถไฟก็มาจอดที่เมือง Flam ปล่อยให้ทุกคนลงชมเมืองเดินถ่ายรูป เมืองนี้สวยมากมีทะเลสาบอยู่ตรงกลางรายล้อมไปด้วยภูเขา โอ๊ยๆๆๆๆๆๆๆๆ ประทับใจ ที่นี่มีศูนย์บริการให้ข้อมูลสามารถเอาแผนที่เดินชมเมืองมาดูว่าที่ไหนควรจะไป หรือเดินยังไงได้

เมื่อเดินเล่นถ่ายรูปเสร็จก็ เตรียมตัวขึ้นเรือเพื่อไปชมความงานของ Fjord เรือลำใหญ่ด้านในมีที่นั่งนุ่มๆ มีร้านขายของ มีห้องน้ำ แต่เมื่อขึ้นเรือ และ เรือออกจากฝั่งมาแล้วแทบจะไม่มีใครนั่งติดอยู่กับที่เลย ออกมาถ่ายรูปที่หัวเรือท้ายเรือกัน เดินกันให้ควัก แม้ว่าจะหนาวลมแรง แต่ทุกคนก็สู้ สู้แบบชั้นต้องได้รูป 5555ดูวิวสิจะให้นั่งอยู่กับที่ได้ยังไง

เรือจะมาจอดเทียบท่า แล้วเราก็รอขึ้นรถบัสไปเยี่ยมชมเส้นทาง Stalheimskleiva ก็กลับมาส่งที่เมือง Bergen ประมาณ 2ทุ่มกว่าได้ ประทับใจมากกับเส้นทางนี้

ถ้าใครมีแพลนจะไป Norway เส้นทางนี้ขอแนะนำเลย รับรองคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน!!!!เราอยู่ที่ Bergen 2 วัน หลังจากเราไป Norway in a nutshell แล้ว ก็ได้เวลาเดินในเมืองกันบ้าง ที่นี่เป็นเมืองท่าโบราณ เเละมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของนอร์เวย์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ เป็นเมืองที่มีความสวยงามของอาคารต่างๆ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีตั้งเเต่สมัยศตวรรษที่ 18 โดยทั้งหมดจะเป็นบ้านไม้ที่มีความสวยงามอย่างมาก โดยได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองเเห่งเจ็ดขุนเขาของนอร์เวย์ เพราะด้วยที่ตั้งที่รายล้อมไปด้วยภูเขาสูงที่มีความงดงาม เเละมีเส้นทางเดินป่า เเละเล่นสกีมากมายในฤดูหนาว
บรรยากาศภายในเมือง Bergen

การนั่งรถกระเช้า Ulriken ไปชมความสวยงามของภูเขา Fløyen ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดขุนเขาของเมืองเเห่งนี้ โดยมันมีความสูงกว่า 320 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เเละบนยอดนั้นคุณจะสามารถมองเห็นภูเขาต่างๆ เเละใจกลางของเมือง รวมทั้งฟยอร์ดและท้องทะเลได้อย่างเต็มตาเลยทีเดียว นอกจากนี้เเล้วยังมีเส้นทางในการเดินป่า เเละมาปิกนิกอีกด้วย ส่วนในฤดูหนาวมันก็จะกลายมาเป็นเส้นทางของการเล่นสกีอีกด้วย

เราต้องนั่งรถบัสจาก Bergen มา Starvager เป้าหมายของทริปนี้คือ การไปปีนเขา Pupit Rock โดย Starvager นั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรสตาวังเงร์ (Stavanger Peninsula) ตัวเมืองตั้งอยู่ในเขตรูกาลันด์ ( Rogaland County) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของนอร์เวย์ รวมไปถึงการแหล่งผลิตปลากระป๋องและการต่อเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เก็บของเข้าที่พัก แล้วก็ออกไปเดินในเมืองนิดหน่อยเพราะเรามาถึงก็เย็นแล้ว เราสอบถามการเดินทางไปยัง Pupit Rock กับทางที่พักได้ความว่าเดือนตุลาคมที่เรามานั้นเป็นช่วงที่เค้าใกล้จะปิดแล้ว แต่ยังโชคดีที่ยังได้ไป รถบัสไม่ค่อยมีวิ่งแล้วเพราะเข้าสู่หน้าหนาว ถนนหนทางไม่ค่อยดี หรือ อาจจะอันตรายได้หากเดินทางช่วงนี้ อาจจะต้องหารถไปเอง เราอยากมาที่นี่มาก คนอื่นอาจจะอยากดูแสงเหนือ แต่การมานอร์เวย์ของเรานั้นมาเพื่อ Pupit Rock เราดูรูปแล้วมันสวยมาก ถ้าไปยืนอยู่บนหน้าผาแล้วเห็นวิว Fjord นะ โคตรฟินอ่ะ อาจจะต้องหารถไปเอง แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่เพราะว่าเพื่อนที่พัก hostel เดียวกัน เค้าจะไปพอดี โอ้แม่เจ้า!!!!! สวรรค์มาโปรด ได้ไปแล้วโว๊ยยยยยยยย
เรานั่งรถมากับคู่รักชาว สเปน ที่มีน้ำใจมากมาถึงก็เริ่มเดินป่า ซึ่งการเดินป่าครั้งนี้ไม่ยากมากเพราะทางค่อนข้างเรียบ ไม่ค่อยชันมาก ใช้เวลาเดินเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะว่าสภาพอากาศที่หนาวหนาวมากอ่ะ ฝนตกบ้าง หมอกลง ทางลื่นบ้าง ต้องระมัดระวังในการเดิน

จากที่วาดฝันไว้ว่ามาถึงแล้วจะต้องเห็นวิวอลังการดาวล้านดวง Fjord ที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตานั้น ปรากฏว่าหมอกบดบังทัศนียภาพของเราหมดเลย ฮือออออ เสียใจมองไม่เห็นอะไรเลย

ภาพประวัติศาสตร์จาก Pupit Rock ที่เหมือนยืนอยู่ดอยที่ไหนซักที่ในประเทศไทย เพราะมีแต่หมอก ฝนก็ตกแต่ใจสู้มาก

หลังจากขึ้นมาจนเหนื่อยและถ่ายรูปจนพอใจก็ต้องเดินลงกลับที่พัก แต่ว่าสองคู่รักชาวสเปนเค้าจะไปต่อกันที่เมืองอื่น จึงให้เราลงข้างทางและหาแท็กซี่กลับที่พัก เค้ามีน้ำใจอยู่รอจนกระทั่งเราได้แท็กซี่เลยอ่ะ ปลื้มไว้มีโอกาสเราจะไปเยี่ยมที่สเปนนะ 

 เมืองสุดท้ายของทริปมาถึงแล้วเรานั่งรถไฟจาก Starvager เข้า Osloดูเพิ่มเติมที่ : https://www.nsb.no/en/frontpage

บรรยากาศเมือง Oslo ที่เข้าแต่ Museum และ แวะกินกาแฟร้านดังค่ะ 555

เรากับรูปอันไหนน่ากลัวกว่ากัน

ร้านกาแฟร้านนี้นะคะ

เรารู้สึกว่ายังไม่เต็มอิ่มเลย นี่ขนาดมานอร์เวย์ประเทศเดียว 12 วัน รู้สึกได้ว่าเป็นประเทศที่แต่ละเมืองนั้นสวยมาก เป็นประเทศที่เราชอบมากประเทศหนึ่งเลย ยังมีอีกหลายเมืองที่เราต้องมา สถานที่อีกหลายแห่งที่ต้องมาสร้างแลนด์มาร์ค
“แล้วเราจะมาอีกแน่นอน…รักนอร์เวย์”

Follow Me>>

Facebook: https://www.facebook.com/atravelerblog/
YouTube: http://bit.ly/2m79day
IG: https://www.instagram.com/a_traveler_blog/
Twitter: https://twitter.com/A_Traveler_Blog
Website: http://atravelerblogs.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s