Tokyo ไม่เหงาเท่าโตมาแล้วต้องไปเที่ยวคนเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อนช่วงเวลานี้ อยู่โตเกียว หน้าร้อนนี่แหละ วันนี้ได้กลับมาโตเกียวอีกครั้ง ดูเหมือนว่าหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ก็มีบางสิ่งที่ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เข้าใจตัวเองมาญี่ปุ่นที่ไรมาแต่หน้าร้อน กับหน้าหนาวที่ต้นไม้แห้งๆ ทำไมไม่คิดจะมาหน้าซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสีไรงี้กับเค้าบ้าง แต่มาแล้วก็ต้องลุยคนเดียวเหงาๆ แบกขาตั้งกล้องไปมาเหมือนคนบ้า ทริปไม่มีแพลน 13 วัน จึงเริ่มขึ้น ไปไหนดีที่นี่มีคำตอบ

เราบิน Nok Scoot ค่ะ เนื่องจากเกิดความทางเทคนิคในการจองตั๋วเครื่องบินนิดหน่อย จริงๆตอนแรกไปฟุกุชิมะก่อน แล้วกะว่าจะมาต่อที่โตเกียว โดยฟุกุชิมีมีตั๋วไปกลับแล้ว 6 วัน (27 ก.ค. – 1 ส.ค.) แต่เรากะจะทิ้งตั๋วขากลับ จริงซื้อขากลับใหม่เป็นวันที่ 15 ส.ค. ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร เข้าใจมาตลอดว่าเข้าญี่ปุ่นได้ 30 วัน เพราะว่าเคยขอวีซ่าแล้วได้ 30 วัน เมื่อ 5 ปีก่อน จนกระทั่งวันที่จะเดินทาง คิดเปิดดูพาสปอร์ต ตายห่าาาาา เข้าได้แต่ 15 วันเองโดยไม่ขอวีซ่า นี่เป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้แล้วที่ไปญี่ปุ่น คือไม่เคยเปิดดูเลยรึ หรือเปิด แต่ไม่จำ โอ๊ยยยยยชั้น ทำอะไรลงไป สรุปคือต้องบินกลับมาก่อน แล้วคืนนั้นบินไปใหม่ เหนื่อยมะ ตอบเลยว่ามากกกก โดยซื้อตั๋วเพิ่มขาไป สรุปคือซื้อไปกลับเลย จากที่คิดว่าจะซื้อขาเดียว แบบนี้ไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีน่าจะดีกว่า ทำไมไม่คิดๆๆๆๆๆๆๆ

มาครั้งนี้ไม่มีแพลนเลยหาข้อมูลหน้างานล้วนๆ มีแต่ความทรงจำสีจางๆว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วไปไหนมาบ้าง อยากจะไปไหนก็ไป บางทีก็หากลางคืน แล้วไปตอนเช้า เจอเพื่อนใหม่ก็ไปกับเพื่อนใหม่ ใจง่าย แต่รับรองสนุก การเดินทางในกรุงโตเกียวนั้นแสนจะง่ายต่อใครหลายๆคน เราขอนำเสนอที่เที่ยวที่เราไปประสบพบมาละกันเนอะ หลายที่ก็เป็นที่คุ้นตากันดี มันเหมือนกันการย้อนวันวานสำหรับเรา เดินเอื่อย เหนื่อยก็พัก

มึนตั้งแต่สนามบินเพราะกลับเมืองไทยไม่กี่ชั่วโมงแล้วบินมาเลย เราลงที่สนาบิน Narita พอผ่านตม.ออกมา จะเจอจุดซื้อตั๋วรถไฟเข้าเมืองซึ่งมี 2 แบบให้เลือก คือแบบธรรมดาใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงราคา 1000 กว่าเยน และ แบบเร็ว ใช้เวลาประมาณ 50 นาที  ราคา 2000 เยนนิดๆ ด้วยความรีบเราเลือกแบบเร็วฮะ  จ่ายเงินเสร็จสรรพก็พุ่งตัวไปรอขึ้นรถไฟ แต่ดันนั่งรถไฟผิดสาย คือนั่งแบบธรรมดา จนเกือบจะถึง ไม่ได้เอะใจมัวแต่หลับเพลีย เออช่างมันวะ

ทริปนี้เราพกหมอนรองคอ อุปกรณ์เสริมของการเดินทางไกลที่ดีอย่างหนึ่ง เวลาเดินทางนานๆ สิ่งที่ตามมาคือปวดหลัง ปวดคอ ปวดตูด คือปวดไปหมดทั้งร่าง เราหนีบหมอนของ Synda มาด้วยไม่ใหญ่มาก นุ่มดียัดใส่กระเป๋าง่าย ไม่แบนนะ พอเอาออกมาจากกระเป๋ามันจะคืนรูปเอง เออดีแฮะ ว่าแล้วก็คว้าสวมมันเข้าคอพร้อมนอน

ความรู้สึก เออ!!! นุ่มดี เอียงซ้ายเองขวาก็พอดีคอนะ ลองแหงนคอก็ไม่เทอะทะมาก ยิ่งตอนหลับมักจะสัปหงกเหมือนขานรับกับทุกคน ก็โอนะ หน้าก็ฟาดลงไปตรงหมอนแหละ ใครชอบหลับแบบโยกซ้ายโยกขวาเหมาะมาก เราลองมาแล้ว หลับน้ำลายยืดยาวๆได้ เวลาตื่นก็ใช้รองหลังได้ด้วย นุ่มดี เราชอบ ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เวลาเดินทางนานๆ

ใครสนใจหมอนรองคอ คลิ๊กที่นี่เลย: http://www.syndasleepcare.com/

Pocket Wifi

ครั้งนี้เราเลือก Pocket Wifi ของ Tripizee สัญญาณค่อนข้างดี แบตทนทั้งวันแบบไม่ต้องชาร์ต แต่เข้าป่าบางที่สัญญาณอ่อนหรือไม่มีสัญญาณ แต่โดยรวมโอเค ถ้าใครเดินในเมือง แจ่มเลย พกสะดวก รับและคืนที่สนามบินได้เลย ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมคลิ๊ก

https://www.tripizee.com/th

ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าเข้าที่พัก ซึ่งที่พักที่โตเกียวเราพัก 4 ที่ด้วยกันแต่ละที่ก็มีสไตล์แตกต่างกันออกไปที่แรกนี้เป็นที่พักย่าน Akasaka

Centurion Cabin & Spa, Akasaka  

การเดินทาง : นั่งสายสีแดง Marunouchi Line หรือ Ginza Line มาลงที่สถานี Akasaka Mitsuke แล้วเดินต่อประมาณ 200 เมตรก็ถึงที่พักแล้ว ใกล้มาก ของกินเยอะ มีความเจริญค่อนข้างสูงใกล้ Ginza ด้วย

แผนที่ :

ที่พัก : อย่างที่บอกไปที่นี่พักได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น โดยภายในที่พักมีสปา ห้องซาวน่าให้นั่งแช่ด้วย ซึ่งสำหรับเราเราว่ามันโอเคมาก เพราะหลังจากที่เดินมาทั้งวันการได้นั่งพัก สปา หรือซาวน่านั้นมันทำให่เราผ่อนคลายไปได้เยอะเลยทีเดียว และบริเวณด้านล่างของที่พักตรงเคาน์เตอร์มีที่นั่งพัก อ่านหนังสือ กินข้าวแล้วยังนั่งเอาเท้าแช่ในหินสูสีไปมาหินก็ร้อนเออ ผ่อนคลายดีแฮะ (ว่าแต่เค้าเรียกว่าไรอ่ะ เราขอเรียกหินผ่อนคลายเท้าละกัน นี่นึกไปถึงกระเป๋าโดเรม่อนเวลาหยิบของขึ้นมา 555) ราคาประมาณ 1000-1500 บาทต่อคนต่อคืน

บริเวณเคาน์เตอร์ด้านล่าง

ห้องพักของเราค่ะเป็น Capsule ขนาดเพียงพอต่อ 1 คน ภายในมีปลั๊กให้ชาร์ตมีประมาณ 2 รู แต่ถ้าจะให้ดีเตรียมแบบที่เสียบได้เยอะๆ หลายด้านมาด้วยดีกว่า เพราะว่าเราเสียบเยอะหลายสิ่ง

ห้องซาวน่า

ในส่วนของห้องอาบน้ำนั้น ตอนแรกอิชั้นก็ตกใจเพราะเดินเข้าไปอาบน้ำ ซึ่งคิดว่ามีทั้งเดี่ยวและรวม เปิดม่านเข้าไปปุ๊ปโอ๊ววววววววว ขุ่นพระ!!! แก้ผ้าเดินกันเลยจ้า ห้องน้ำรวม ด้านในมีให้แช่น้ำร้อนด้วย นึกสภาพเวลาไปแช่ออนเซ็นแบบนั้นแหละ เอาไงๆๆๆ ว่าแล้วก็ตามน้ำค่ะ ถอด ลงแช่น้ำร้อน อาบ เปลี่ยนผ้ากลับเข้า Capsule เราชอบที่นี่นะเพราะรู้สึกว่าไม่เกร็งเพราะผู้หญิงเหมือนกัน แต่ละคนเป็นมิตรมาก มีซาวน่า และ แช่น้ำร้อนด้วยมันดีตรงนี้แหละ

ห้องฟิตเนส

เวปไซด์ดีๆสำหรับใครที่มองหาที่พักราคาประหยัดและหลากหลายลองใช้ App Traveloka หรือลองดูผ่านเวปไซด์ https://www.traveloka.com/th-th/ มีหลายที่ให้เลือก จองง่ายไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว ปุ๊ปปั๊บเสร็จละ

ส่วนใครสนใจจองที่พัก Centurion Cabin & Spa, Akasaka คลิ๊ก : https://www.traveloka.com/th

-th/hotel/japan/centurion-cabin–spa-ladies-1000000506203

แล้วก็ออกไปกินราเมงร้านนี้เค้าบอกว่าเป็นร้านดังซึ่งเราก็ต้องไม่พลาดร้านนี้อยู่แถว Shinjuku หรือ Sebu-Shinjuku เราเลือกลงที่ Shinjuku ชื่อร้าน Menya Musashi ลงที่สถานี Shinjuku แล้วเดินมาประมาณ 10 นาทีก็จะเจอร้าน ด้านกน้าร้านจะมีคนยืนอยู่ประปราย แต่พอเข้าไปข้างในร้านแล้วจะเห็นว่าคนเยอะมาก กลิ่นหอมน่ากินมาก มาร้านราเมงทุกครั้งเราก็เลือกเมนู No.1 ตลอดเลย

จากนั้นเราก็ไปเดินเล่นแถวชินจุกุ เพื่อสำรวจสถานที่ว่ามีอะไรน่าสนในบ้าง

ส่วนมื้อเย็นนั้นเราไปกิน เนื้อวากิวปิ้งย่างที่ร้าน Jojoen อยู่ใกล้ใกล้กับร้านราเมง Menya Musashi ร้านจุอยู่หัวมุมตึก เป็นร้านเนื้อย่างที่เนื้อนุ่มละมุนลิ้น โอ้มาคอมบุมากกก เราสั่งไป 3 อย่างกินคนเดียวแบบจุกมาก อิ่มถึงพรุ่งนี้เลย ที่สั่งไปก็มี

-Lightly Roasted Chuck

-Super deluxe beef rips

-deluxe sirloin

เด็ดๆๆๆๆ สาวกเนื้อบอกเลยว่าต้องมาลอง ขนาดเรานั่งกินคนเดียวยังฟินถ้ามากันหลายคนต้องฟินมากกว่านี้อ่ะ

หลังจากอิ่มจุกแทบจะเดินไม่ได้ก็เดินพุงกางกับที่พัก เจอเพื่อนใหม่ที่ Hostel ชื่อ Kelly เป็นเด็กสาวมาจากอเมริกา อายุ 21 ปี นางมาเที่ยวเองคนเดียวเหมือนเรา ด้วยความที่เป็น Hostel ผู้หญิงก็เลยคุยกันง่ายไม่เกร็ง นางน่ารัก เป็นมิตร แล้วนางก็ชวนเราไป Kitty Land ค่ะ (หรือ Sanrio) เราก็ไม่เคยไปหรอก ตอนแรกก็คิดว่ามันจะมีอะไรน่าสนใจว้าาาาา ตุ๊กตาคิตตี้เหรอ นางก็บิ้วใหญ่เลยบอกว่ารัก นู่นนี่ ไปกันมั๊ยแล้วเราก็ไป Minion Cafe Ikebukuro ต่อ 5555 ด้วยความใจง่าย ไปสิ ไปก็ไป

มาค่ะ Kitty Land แดนมหัศจรรย์ของคนชอบคิตตี้ ลงที่สถานี Tama-Center แล้วเดินตามตนเยอะๆมาเลยค่ะ ถึงแน่นอน เดินมานิดเดียว บัตรราคา 3800 ถ้าเป็นวันธรรมดา 3300 เยนนะคะ นางตื่นเต้นมาก กรี๊ดกร๊าด หรือ วัยชั้นจะไม่ใช่การมาเที่ยวแบบนี้แล้วก็ไม่รู้ แลดูไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่พอเข้าไปมีการแสดงก็สนุกดีตัวการ์ตูน ร้านอาหารน่ารักๆเต็มเบยยยย เริ่มตื่นเต้นละ ของน่ารักๆเพียบ

อยู่จนบ่าย 3 เราก็ออกมาเพื่อเดินทางต่อมายังสถานี Ikebukuro เพื่อไป Minion cafe

ด้วยการรอคิวแบบไส้กิ่ว สลับกันเดินเล่นและต่อคิวกับ Kelly รอคิวไปชั่วโมงครึ่งค่ะ ยอม…คนเยอะมาก แต่มันน่ารัก

พิกัดร้าน:  สาขาที่เรามาอยู่ที่ : THE GUEST cafe & diner, Ikebukuro Parco Main building 7F, 1-28-2 Minami Ikebukuro, Toshima-ku, Tokyo

เวลาให้บริการ: 10.00-22.00 น. (อาหาร L.O. 21.00 น./เครื่องดื่ม L.O. 21.30 น.)

การเดินทาง: JR สถานี Ikebukuro เดิน 1 นาที

คิวการรอคิวที่ยาวเลื้อยลงไปตรงบันได 2-3 ชั้น ในเมื่อใจมันเรียกร้องก็คงได้แต่นั่งรอต่อคิวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงคิว แต่ก่อนจะถึงคิวเจ้าหน้าที่จะให้สั่งอาหารก่อนโดยเค้าจะกำชับว่าให้สั่งครั้งเดียวนะคะ เพื่อจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา และ เผื่อคนที่ต่อคิวข้างหลัง เค้าอยากให้ทุกคนเต็มอิ่มแบบรอบเดียว และ อีกอย่าง 1 โต๊ะ นั่งได้ไม่เกินชั่วโมง

บรยากาศร้านที่คนคนข้างเยอะ

เมนูอาหารของเราค่ะ

อาหารของเราน่ากิน น่ารักทั้งนั้นเลย

นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกขายด้วยนะคะ ไปดูกันๆ เราไปกับเพื่อนที่โรงแรมสลับกันไปเดินแปปๆก็ได้คิวละ

ตอนนี้น่าจะไม่มีแล้วเดี๋ยวมีจะมาอัพเดทใหม่นะคะ

เช้าวันใหม่เริ่มออกเดินทางคนเดียว แยกกันเดินกับนางวันนี้ เราไปเดินเล่นชิบูย่า บ้าๆแถวชินจุกุ ดุ่ยๆแถว Harajuku ก็ไม่เข้าใจมาทำไมบ่อยย่านนี้มาแล้วมาอีก มาประมาณ 3 วัน คือมาแล้วบางวันฝนตกเดินได้แปปๆ ก็มาอีกวัน ไปที่อื่น แล้วก็มาอีก555 ที่ฮาราจุกุก็ยังคนเยอะเหมือนเดิม ร้านขายของเพียบ ของกินก็เพียบ เราก็แวะไปกินไอติมนมที่นั่น คือเห็นคนเค้าต่อคิวกันเยอะ มันต้องอร่อยสิก็เลยเข้าไปต่อคิวกินบ้าง อร่อยดีนะ เครป น้ำแข็งใส กินเข้าไป แต่อันนี้ไม่ได้กินคิวยาวมาก คือ ขนมสายไหม ต่อคิวไม่ไหวจริงๆ มาดูบรรยากาศที่นี่กันบ้างค่ะ

DCIM100GOPROGOPR5282.

เดินเสร็จก็ข้ามฝากไปเดินฝั่งตรงข้าม Harajuku เป็นร้านขายเสื้อผ้าเก๋ๆ เหมาะกับการเดินถ่ายรูปอย่างมาก อยากฮิปต้องไปเดินทีนี่เลย

ส่วนมื้อเย็น เราไปกินราเมงอีกแล้วค่ะ ครั้งนี้เป็นร้านราเมง Tatsunoya อยู่ตรงสถานี Sinjuku พนักงานบอกเมนูนี้แนะนำเป็นบะหมี่เยน มีน้ำชุปมาให้ เวลาจะกินก็คีบเส้นบะหมี่ลงไปในน้ำชุปแล้วกิน อร่อยน้ำชุปมันเด็ด หอมจริงๆ

วันนี้มีความตั้งใจจะไปลองราเมงมิชลินค่ะ หลังจากหาข้อมูลเมื่อคืน ร้านนี้ได้รับมิชลินในปี 2017 เป็นร้านที่สอง จากที่ปีที่แล้ว มีร้าน Tsuta ได้ไป จริงๆเราไปมาทั้งสองร้านเลยเพราะว่าอยู่ใกล้ๆกันเดินไม่ไกลมาก แต่ว่าร้าน Tsuta ปิดปรับปรุงเลยอดกินเลย

ร้านนี้ Tsuta ค่ะ

พิกัดการเดินทาง

เมื่อร้าน Tsuta ปิดเป้าหมายต่อไปของชั้นคือร้าน Nakiryu ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก ประมาณ 1 กิโลได้ เหตุเพราะว่ามันคือร้านมิชลิน เลยทำให้เรามีแรงเดินมากขึ้น สัมภาระก็หนักอี้งแบกมามันทุกอย่างกล้อง ขาตั้ง คอม (แล้วได้ใช้หมดมั๊ย ม่ายยยยยยยย แต่ก็แบกมันมาทุกวัน)

ร้านเปิด : 11.30 – 15.00 น. และ 18.00 – 21.00 น.

ราคาประมาณ : 850-1,000 กว่าเยน

พิกัด : สถานี Otsuka ทางออกฝั่ง South นะคะ เดินตามไปแดงมาแปปๆก็ถึง

พอมาถึงร้านก็พุ่งปรี่เข้าไปต่อคิว เฮ้ยนี่ร้านราเมนมิชลินเหรอทำไมคิวมันสั้นจัง คือสายตาจดจ้องอยู่แต่หน้าร้านค่ะ แบบนี้

แต่…..ที่ไหนได้ เค้าบอกคิวอยู่ริมถนนค่ะ ตรงนี้เหรอคะ ชี้ไปทางอีกฝั่งของถนนก็ยังไม่ค่อยยาวเท่าไหร่ เอาวะต่อ พอเดินไปต่อ ไม่ค่ะนู่นนนนนน ยาวเป็นหางว่าวเลย นี่ไงคิว 55555

ขุ่นพระ!!! ต้องมีความอดทนแค่ไหน วันนี้ของฉันคงหมดไปกับการต่อคิวกินราเมนสินะ รอไปค่ะ คอมที่พกมาก็เอาออกมานั่งทำงาน เล่นไป มือถือชาร์ตแบต นี่รู้ว่าคิวยาวขนาดนี้คงเอาเสื่อมานอนรอแล้ว อีกอย่างคือไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า หิวมากกกกกกก มาตั้งแต่ 11.30 น. ได้กินเกือบบ่าย 3 โมง นี่คงว่างมากสินะที่มานั่งต่อคิวกินราเมงมิชลิน เออๆไหนๆก็ไหนๆละ จะได้รู้ไงว่ามันมิชลินยังไง  และแล้วคิวก็ค่อยๆเลื่อน ไปทีละนิดๆ จนกระทั่งถึงคิวชั้น 555 ได้กินแล้ววุ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ภายในร้านจะมีประมาณ 20 โต๊ะ เป็นเคาน์เตอร์บาร์ ร้านจะเปิดสองช่วงคือ 11.30-15.00 น. และ 18.00-21.00 น. เข้าไปในร้านเค้าจะให้สั่งราเมงก่อนคนละชามนะคะ ห้ามสั่งเกิน ชอบเมนูไหนก็สั่งได้เลย แต่ว่าท้อปปิ้งอื่นๆ สามารถสั่งเพิ่มได้ไม่จำกัดนะคะ

สำหรับเราเอาง่ายค่ะ เพราะอ่านไปก็อ่านไม่ออก ถามเลยอันไหน No.1 เอาอันนั้นแหละ มันน่าจะฮิตสุดแล้ว แล้วก็สั่งไข่เพิ่ม หน่อไม้เพิ่ม เราชอบหน่อไม้มากอร่อยจัดไป2ถ้วยเลย 🙂 ถ้วยละ 100 เยน

ราเมนแบบที่นี่รสชาติเผ็ดร้อน แต่ไม่เผ็ดมากเพราะขนาดเราไม่กินเผ็ดเรายังกินได้ เส้นโฮมเมดแบบพิเศษเหนียวหนึบๆ ซุปงาเข้มข้น โรยด้วยหอมซอย ราดด้วยหมูสับแล้วก็ซอสเผ็ด วัตถุดิบพื้นๆแต่รสชาติไม่บ้านนะ ขอบอก!!! เพราะแบบนี้เลยทำให้ Nakiryu ได้บรรจุอยู่ใน Michelin Star guide 2017 ไปเรียบร้อบอีก 1 ร้าน

บรรบากาศร้านคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ซี๊ดซ๊าดต้องซดเสียงดังๆสินะถึงจะอร่อย

เครื่องเคียง ท้อปปิ้ง และเครื่องปรุง

มาแล้วๆนี่ราเมงของเรา

หลังจากที่รอนานมากอิชั้นก็ต้องซดให้เกลี้ยงให้คุ้มกับ 3.5 ชั่วโมงหน่อย

คือวันนี้แทบจะทั้งวันหมดไปกับการกินราเมง เหนื่อยกับการกินมากลับที่พักพักผ่อนค่ะ

แล้วก็ได้เวลาเปลี่ยนที่พักแห่งครั้งที่ 2 เราเปลี่ยนที่มาพักที่ Oak Hostel Cabin 

การเดินทาง : นั่งสายสีฟ้า Tozai Line ลงที่สถานี Kayabacho แล้วเดินต่อประมาณ 800 เมตร

แผนที่ :

ที่พัก : ที่พักใหม่ ฮิปแบบมีสไตล์ เงียบสงบตั้งอยู่ริมแม่น้ำ การเดินทางจากสถานีมาถ้าสัมภาระเยอะอาจจะเหนื่อยหน่อย การเดินทางกลางคืนค่อนข้างเงียบสงบ แต่ถ้าใครอยากปลีกวิเวกที่นี่ถือว่าไม่เลวเลยแหละ ที่นี่เป็น Hostel Capsule เช่นกัน นอนสบาย ขนาดพอกับ 1 คนนอน ราคาไม่แพงมาก 700-1000 กว่าบาทต่อคนต่อคืน ถ้าจองล่วงหน้านานหน่อยจะได้ราคาถูก

บรรยากาศที่พัก

สนใจจองที่พักคลิ๊ก :

https://www.traveloka.com/en-th/hotel/japan/oak-hostel-cabin-1000000490263

เปลี่ยนที่เดินบ้างย่านนี้ฮอตฮิตนั่นคือ Omotesando ที่มีร้านแพนเค้กอร่อยเว่อร์ เด้งดึ๋งๆ, แซนวิสล็อปสเตอร์, ปู, เกี๋ยวซ่าร้านเด็ดนี่คนต่อคิวน้อยกว่าล็อปเตอร์นิดนึง อร่อย เดินเล่นเรื่อยๆ

ร้านแพนเค้กอร่อยมากกกกกกก

แล้วก็เดินไปอีกหน่อยประมาณ 2-3 ซอยก็จะเจอร้านเบอร์เกอร์ล็อปสเตอร์, ปู ร้านนี้ๆ ซึ่งเราลองทั้งสองอย่างเลย

ต่อด้วยมื้อเที่ยงที่ร้านเกี๊ยวซ่าที่อยู่ในซอยเดียวกัน

เรียกว่าโคตรอิ่ม

เดินย่อยแถวนั้นแหละ แล้วตอนเย็นก็ไปกินราเมง ร้าน Ichiran Ramen หรือ ราเมงข้อสอบที่มีหลายสาขามาก เราเลือกไปกินที่ Shibuya เพราะไปเกือบทุกวัน คือก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าจะไปทำไมบ่อย ถ่ายแล้วถ่ายอีกตรงถนนที่คนเยอะๆนั่นอ่ะ มาแล้วมาอีกซ้ำๆ

มันคือการเที่ยวที่ไม่ต้องคิดอะไรมากจริงๆ เนื่องจากที่พักอยู่ไม่ไกลจากตลาดปลา Tsukiji เราเลยแวะไปเดินเล่น โอ๊ยๆๆๆๆ ของกินเยอะมาก กิน กิน กิน แล้วก็กิน เดินทุกซอย ประมาณ 2 รอบ ถามว่าอากาศร้อนมั๊ย “มากกกกก” แต่ตื่นตาตื่นใจกับของกินไง ดูสิ

แล้วก็ไปตามล่าหา Pretz รสผักชีกินแล้วเหมือนรสลาบเลยเราว่าไม่ค่อยเท่าไหร่ฮะ ทำไมมีแต่กินๆๆๆๆ แล้วก็กินอ่า

ย้ายที่พักกันค่ะ ครั้งที่ 3ของทริป Anne Hostel Yokozuna ฝรั่งเยอะ หน้าตาดีครัชการเดินทาง : สถานี Ryukogu  แล้วเดินต่อประมาณ 200 เมตร ใกล้มากกกกกกก

แผนที่ :

ที่พัก : ด้านหน้าที่พักมีงาน Street Art บนกำแพงด้านหน้าที่พักตลอดทางไปสถานี Ryukogu ที่นี่ไม่ใหม่มากแต่ฝรั่งเยอะมาก เป็นมิตร กันเอง การเดินทางกลางคืนค่อนข้างสะดวกถนนหนทางไม่ค่อยมืดเท่าไหร่ แสงไวสว่างไสว ที่พักสะอาดดี มีทั้งห้องรวมและแยก ช ญ เป็นเตียงสองชั้น ด้านล่างพื้นที่กว้างขวางให้นั่งเล่น โซนห้องครัวก็กว้างมีหลายโต๊ะให้นั่ง จากที่นี่เดินทางไปวัด Asakusa แปปเดียวถึงละใกล้ๆ มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ที่พัก

บรรยากาศที่พัก

ในส่วนของของหักและห้องน้ำนั้น กว้างขวางพอสมควร

Street Art บนกำแพง

สนใจจองที่พักคลิ๊ก : https://www.traveloka.com/th-th/hotel

นั่งพักให้หายเหนื่อยก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง อ้าวไปไหนดีหล่ะหาข้อมูล เฮ้ยที่นี่น่าสนใจมากย่าน Nakameguro เค้าบอกว่าเป็นย่านฮิปในกรุงโตเกียว ไปดิรออะไร

ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักย่านนี้เท่าไหร่นัก ที่นี่มีร้านเจ๋งๆเยอะเลย น่าสนใจทั้งนั้น บรรยากาศริมน้ำ ร้านกาแฟ ร้านอาหารดีไซด์เกร๋ๆ แลดูมีคลาส เหมาะกับการมานั่งชิวเป็นอย่างมากเท้อวววว แม้ว่าในกรุงโตเกียวคนจะเยอะไปไหนก็มีแต่คนก็มันเมืองหลวงอ่ะเนอะ แต่ที่นี่สิมันเหมาะกับการ Balance Life ในกรุงโตเกียวมาก!!!! ไม่รีรอมีร้านไหนโดนๆนะเหรอ

พิกัด : รถไฟได้ทั้งสาย Tokyu Toyoko Line และ Tokyo Metro Hibiya Line ลงที่สถานี NakaMeguro เดินออกมาเจอ Tsutaya ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าแสดงว่าคุณมาถึงแล้ว มีอะไรน่าเที่ยวเหรอ ไปดู

1. ร้านหนังสือ Tsutaya ที่เดินออกมาจากสถานีก็เจอเลย มีหนังสือเกร๋ๆ ดีๆเพียบ

2. ร้านพุดดิ้งแห่งความสุข Happy Pudding Mahakala ร้านพุดดิ้งเล็กๆ ที่ใช้ไข่ไก่สดใหม่จากจังหวัดเฮียวโกะ แทบจะมองไม่เห็นป้ายหน้าร้าน ซื้อเสร็จนั่งกินหน้าร้านเลย คืนถ้วยตรงนั้นเกร๋ป่ะล่ะ รสชาติที่นิยมก็ได้แก่รสคัสตาร์ดและรสกาแฟนม หรือ รสมะม่วงและน้ำผึ้งมะนาวที่ขึ้นกับฤดูกาลอีกที เนื้อพุดดิ้งนี่เด้งดึ๋งๆ เลยเทอวววว

3. ร้านกาแฟ Artless Craft Tea & Coffee ร้านนี้ทั้งฮิปทั้งอาร์ตมาก ร้านเกร๋ไก๋สไดส์เดอร์ชอบมากการออกแบบตกแต่งแลดูมีคลาสมาก นั่งจิบกาแฟเบาๆดูงานศิลป์ในร้านเพลินๆ โคตรจะดีความสุข ชอบมากกกกกกก

4. คาเฟ่ Sidewalk Stand ริมแม่น้ำ Meguro เหมาะแก่การนั่งชิวริมแม่น้ำ Meguro ดูผู้คนเดินสโลว์ไลฟ์ไปมา

5. French Toast LONCAFE Enoshima ขายพวกเบกอรี่และกาแฟต่างๆ ร้านอยู่ด้านหลัง Tsutaya

6. ร้าน 85 (Hachigo) ขายประเภทของหมักดองประเภท มิโซะ โชยุ ขนมปัง และเหล้าขายหลังร้าน ขนาดร้านขายของหมักดองยังฮิปคิดดู

7. ร้าน Soup Stock ที่มีคอนเซ็ปต์ร้านว่า ซุปที่มอบความสบาย และ ความสุขให้แก่ทุกคน โดยเฉพาะชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน คอนเซ็ปเริ่ดๆร้านนั่งสบายตกแต่งด้วยเป็นส่วนใหญ่

8. ร้าน Mark Matsuoka Grill ร้านนี้จะขายพวกสเต๊กและข้าว สปาเก๊ตตี้ต่างๆ

9. ร้าน J.S.B TYO เป็นร้านขายเสื้อผ้าที่เราเห็นคนญี่ปุ่นต่อคิวกันยาวมาก โดยต้องมีบัตรคิวด้วยนะ ไม่งั้น รปภ.ไม่ให้เข้า สงสัยจะฮิตจริงๆ

10. ร้านหนังสือ Cowbooks ร้านเกร๋อีกร้านที่อยู่ใกล้ๆกับพุดดิ้ง

11. ร้านกาแฟ Amazing Coffee ที่คนแน่นร้านโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่เดินผ่านมาก็ต้องเข้าร้านนี้

12. เดินเล่นสัมผัสงานศิลป์บนถนนสายอาร์ต ที่เดินไปจะมีงานอาร์ตซ่อนตัวอยู่ ถือเป็นเสน่ห์ของที่นี่อีกอย่างหนึ่งเลยแหละ

ร้านอื่นๆ

เพิ่มเติมถ้าใครมีเวลาก็ไปเดินเล่นบนดาดฟ้าที่ Meguro Sky Garden หรือเดินเล่นในสวนของแม่น้ำ Meguro ต่อได้ สวนสวยๆ สงบๆดีนะ

จริงๆมีร้าน Onigily Cafe อีกร้านเป็นร้านข้าวปั้นน่ารักน่ากิน แต่ปิด 4 โมงเราไปไม่ทัน และมี Carft Beer Baird Taproom Nakameguro อยู่บนชั้น 2 นะคะ เวลาเปิด google หาร้านมันจะงงหน่อย เป็นอีกร้านที่น่าสนใจแต่ข่อยอิ่มหลายยัดไม่ลงแล้ว

ที่พัก 3 คืนสุดท้ายเราพักที่ Book Tea Bed Azabu-Jubanการเดินทาง : สถานี Azabu-Juban แล้วเดินต่อประมาณ 250 เมตรได้ อยู่ใกล้ Tokyo Tower เลยเดิน 10 นาทีถึง

แผนที่ :

ที่พัก : ที่พักที่นี่ใหม่มากกกกกก เพราะเพิ่งเปิดได้แค่เดือนกว่าๆเองตอนที่เรามาพัก โดยคนที่พักส่วนใหญ่เป็นเอเชีย การตกแต่งใช้หนังสือเป็นส่วนประกอบหลักสมกับชื่อ Book tea bed ที่นอนนอนสบายมาก เตียงนุ่ม เป็นที่พักแบบ Capsule อีกเช่นกัน แต่ว่าห้องพักอยู่ชั้น 2 ขึ้นไป ส่วนห้องน้ำนั้นอยู่ชั้นเดียวกับเคาน์เตอร์ ซึ่งต้องเดินขึ้นเดินลง มาอาบน้ำ แต่ห้องน้ำนั้นภายในชั้นที่นอนจะมีอยู่่แล้วไม่ต้องลงมาด้านล่างค่ะ ที่พักสวยดี

บรรยากาศที่พัก

ห้องพัก

สนใจจองที่พักคลิ๊ก : https://www.traveloka.com/th-th/hotel

เย้ๆๆๆๆ ไป DisneyLand อยากย้อนวัยเองกันบ้าง โดดเดี่ยวแต่ไม่เดี่ยวดาย ไปตั้งแต่ 10 โมง อยู่จนเค้าปิดเลยฮะ สนุกมาก เล่นทุกอย่างที่จะเล่นได้ ที่ฮาคือไปเล่นรถไฟเหาะที่ลอดถ้พตอน 21.30 น. แล้วอัดวีดีโอฮะ ไม่เห็นอะไรซักอย่างได้ยินแต่เสียงโหยหวน ตลกตัวเองจะอัดไปเพื่อ!!!!

วันสุดท้ายที่กรุงโตเกียวเราเลือกที่จะไปวัดฮะ นั่นก็คือวัดอาซากุสะ และรอบๆ

ร้านนี้ชื่อร้าน Ramen Yamagushi ลงสถานี Nishi-Waseda เป็นอีกร้านที่อยู่ในการจัดอันดับ Top Ramen Restsurant จาก Ramen Expert ของประเทศที่ปุ่น ร้านนี้อยู่อันดับ 7 ค่ะ ร้านนี้เราว่ารสชาติสัมผัสได้ถึงความ Local ต้องลองๆ

หมดเวลาแล้วสิพรุ่งนี้เช้าก็ต้องกลับบ้านแล้ว ความรู้สึกตอนมาใหม่ๆมันก็เหงานะ แต่พอไปออกไปเที่ยวมันก็สนุกเจอเพื่อนยิ่งสนุก ไปทำอะไรที่เราชอบ แบบไม่ต้องรีบ อยากจะทำอะไรก็ทำ พักบ้างเหนื่อยบ้าง “นี่แหละมั้งรสชาติของการเดินทาง”

ครั้งหน้าจะไปฤดูใบไม้ร่วงบ้างคอยดู

Follow Me>>

Facebook : https://www.facebook.com/atravelerblog/

YouTube: http://bit.ly/2m79day

IG: https://www.instagram.com/a_traveler_blog/

Twitter: https://twitter.com/A_Traveler_Blog

Website: http://atravelerblogs.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s